เรื่องฮอด ประเด็นฮิต » จ่าเฉย ยุค 5G ไม่เป็นหุ่นนิ่งเฉยอีกต่อไป

จ่าเฉย ยุค 5G ไม่เป็นหุ่นนิ่งเฉยอีกต่อไป

31 ธันวาคม 2021
194   0

อุตรดิตถ์ เปิดตัวจ่าเฉย 5G โมเดลต้นแบบติดกล้องวงจรปิด รับแจ้งเหตุ แจ้งความร้องทุกข์เกี่ยวกับอาชญากรรมทุกประเภท พูดคุยตอบโต้ด้วยระบบภาพพร้อมเสียงผ่านศูนย์ 191  

วันที่ 29 ธันวาคม 2564 พ.ต.อ.สมเกษม  จารักษ์  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสายตรวจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม สถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์ กำลังทดสอบ “จ่าเฉย 5G” เวอร์ชั่นโมเดลต้นแบบ หุ่นจำลอง ชายหนุ่มสวมเครื่องแบบตำรวจจราจร  ที่สร้างจากวัสดุไฟเบอร์กลาส มีน้ำหนัก 50-60 กิโลกรัม รูปร่างเท่าคนจริง มีส่วนสูงประมาณ 180 เซนติเมตร ในลักษณะท่ายืนตรง บนศีรษะสวมหมวกเครื่องหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลักษณะใบหน้ายิ้มหวาน สวมหน้ากากอนามัยสีฟ้า สัญญลักษณ์ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 บนบ่าข้างซ้าย-ขวา ติดยศนายดาบหรือเรียกกันทั่วไปว่า “จ่าเฉย” ไหล่ข้างซ้ายสะพายนกหวีด ที่บริเวณหน้าอกด้านขวาติดชื่อว่า “จ่าเฉย อุตรดิตถ์ 5G”  ส่วนด้านซ้ายมีแพรแถบเครื่องหมายตำรวจ เหนือแพรแถบเครื่องหมายตำรวจขึ้นไปเล็กน้อย จะมีกล้องไอพีคาเมร่า ระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงชนิด WIFI  ติดตั้งอยู่ และที่บริเวณเอวข้างขวาและข้างซ้าย พกกุญ แจมือ อาวุธปืน วิทยุสื่อสาร และ โทรศัพท์มือถือ ส่วนที่มือทั้ง 2 ข้างสวมด้วยถุงมือสีขาว

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ได้นำหุ่น “จ่าเฉย 5G” เวอร์ชั่นโมเดลต้นแบบ ไปติดตั้งบริเวณหน้าห้างทองเซ็นเตอร์1 และห้างทองเซ็นเตอร์3 ถนนมุขศาลา เขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นย่านชุมชนกลางใจเมืองอุตรดิตถ์ เพื่อทดสอบคุณภาพของเสียงและภาพเคลื่อนไหวจากตัวกล้องไอพีคาเมร่า ในการรับเรื่องร้องทุกข์หรือแจ้งเหตุการณ์เกี่ยวกับอาชญากรรมหรือเหตุการณ์ทั่วไปจากพี่น้องประชาชน อาทิ เหตุชิงทรัพย์ เหตุทำร้ายร่างกาย เหตุทะเลาะวิวาท  เหตุไฟไหม้ หรือเหตุการณ์อื่นที่จำเป็นต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลหรือควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่และ 7 วันอันตราย

เดิมหุ่นจำลองชายหนุ่มสวมเครื่องแบบตำรวจจราจร ดังกล่าวเป็นเพียงแค่ “จ่าเฉย” ใบหน้านิ่งเฉย มักจะถูกนำไปตั้งบริเวณถนนสายหลักที่สำคัญ ใกล้กับป้อมตำรวจจราจรหรือป้อมตำรวจสายตรวจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมหรือด่านตรวจที่สำคัญตามจุดต่างๆทั่วประเทศ

แต่ “หุ่นจ่าเฉย 5G” เวอร์ชั่นโมเดลต้นแบบ ของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์นั้น จะไม่เป็นหุ่นนิ่งเฉยอีกต่อไปแล้ว เพราะได้มีการนำเทคโนโลยี จากกล้องวงจรปิดที่มีลักษณะเดียวกับกล้องวงจรปิด CCTV ทั่วไป แต่เป็นการเชื่อมต่อด้วยระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงชนิด WIFI  ไม่มีการใช้สายเหมือยกล้อง CCTV  กล้องวงจรปิดสามารถพูดโต้ตอบผ่านลำโพงของตัวกล้องที่ติดมา ทำให้เราสามารถเห็นภาพและเสียงผู้พูดจากต้นทางได้อย่างชัดเจน  พร้อมบันทึกภาพและเสียงเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบทางคดีได้ หากมีความจำเป็นต้องใช้ กล้องตัวนี้จะถูกเชื่อมต่อยังศูนย์ 191 สถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์ เพื่อรับแจ้งเหตุและเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน

เดิมทีศูนย์วิทยุ 191 สถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์หรือโรงพักเมืองอุตรดิตถ์ จะรับเรื่องร้องทุกข์ทางโทรศัพท์ผ่านการพูดคุยเพียงอย่างเดียว โดยไม่ทราบผู้ร้องทุกข์มีหน้าตาเป็นอย่างไร ต่อไปนี้จะรู้ทันที่ว่า ผู้ร้องเป็นใคร มีหน้าตาเป็นอย่างไร โดยกล้องตัวนี้จะติดอยู่บนหน้าอก “จ่าเฉย อุตรดิตถ์ 5G”

“หุ่นจ่าเฉย 5G” เวอร์ชั่นโมเดลต้นแบบ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะนำระบบ 5G มาใช้ในการพัฒนาหุ่นจ่าเฉยให้มีประสิทธิ ภาพในอนาคต ทั้งคุณภาพเสียงและภาพเคลื่อนไหวให้มีประสิทธิภาพที่มีความสูงและคมชัดมากยิ่งขึ้น อาทิ กล้องที่โผล่นูนออกมาบริเวณหน้าอก จะถูกซ่อนเอาไว้ภายในตัว “จ่าเฉย อุตรดิตถ์ 5G”  ตัวกล้องสามารถปรับมุมกล้องให้สูงและต่ำลงพร้อมหนุนโดยรอบได้ 180 องศา พร้อมมีปุ่มกดสัญญาณเรียกพนักงานวิทยุให้มารับเรื่องราวร้องทุกข์ ปุ่มพูดตอบโต้ผ่านกล้องได้ตอลด 24 ชั่วโมง ซึ่งทางศูนย์ 191 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรอรับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว หลังรับเรื่องจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็วรุดยังที่เกิดเหตุทันที

ทั้งนี้ ทางสถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์ ได้เตรียมสร้างหุ่นจ่าเฉย อุตรดิตถ์ 5G เพิ่มอีกจำนวนมากไว้ใช้งานตามแหล่งชุมชนใหญ่ ทั้งในเขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์และตามหมู่บ้านใหญ่ในแต่ละตำบล เช่น พื้นที่ตลาด ธนาคาร ร้านทอง สถานศึกษา เส้นทางจราจรบนถนนสายหลัก  เช่น ถนนสายเอเชีย และถนนสายรองภายในในชุมชน  เพื่อเป็นการลดขั้นตอนการเดินทางของประชาชนที่อยู่ห่างไกล ในการมาแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์บนโรงพัก และลดความแออัดของการรวมตัวกันบนโรงพัก ลดความเสี่ยงการแพร่และกระจายติดเชื้อโควิด19 ทุกสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้  สิ่งที่สำคัญเป็นการลดระยะของการเดินทางมาที่สถานีตำรวจและลดความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเองด้วย เป็นการแบ่งเบาภารกิจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนในอนาคตได้เป็นอย่างดี